23.3.14

ขับรถเที่ยวเองในอิตาลีระวังเข้าไปในเขต ZTL จะถูกค่าปรับอาน

อยากมาขับรถเที่ยวในอิตาลี บนถนนแบบนี้กันไม๊คะ


หรือถนนแบบนี้ กับรถเท่ๆ แบบนี้ 
 credit. red-travel.com 


เมื่อเร็วๆนี้ เจ้าของบล็อกได้รับเมสเซสจากเพื่อนนักเดินทางชาวไทยที่มาขับรถเที่ยวอิตาลีตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เที่ยวเสร็จไปตั้งนานแล้วได้รับประสบการณ์ดีๆ จากการท่องเที่ยวอิตาลี ขับรถเพลิดเพลิน เจริญใจท่ามกลางไร่องุ่นแหล่งไวน์ชั้นดีในแคว้นทัสคานี ขับรถพวงมาลัยซ้ายอย่างระมัดระวังสุดฤทธิ์ ไม่ให้ขับผิดเลน หรือขับผิดกฎจราจร โดยเฉพาะข้อกำหนดความเร็วที่ท่องไว้ขึ้นใจ ในเขตเมืองไม่เกิน 50 กม/ชม. บนทางหลวง 90 กม/ชม. ทางด่วน 120 กม/ชม. ให้รถทางขวาหรือในวงเวียนไปก่อน ไวน์ก็อุตส่าห์ไม่ดื่ม เพราะกลัวว่าเดี๋ยวแอลกอฮอลก์ในเลือดจะสูงจะถูกตำรวจจับ  สรุปขับรถเที่ยวรอดปลอดภัยดีไม่มีอุบัติเหตุแม้แต่รอยขีดข่วนใดๆ ส่งรถคืนบริษัทเช่ารถเป็นที่เรียบร้อยจับเครื่องบินกลับประเทศไทย  ถ่ายรูปเที่ยวอิตาลีมาพันกว่ารูปได้เก็บเป็นความทรงจำดีๆ ที่มีต่อประเทศแสนสวยนี้   หกเดือนต่อมาก็ได้รับจดหมายรักจากอิตาลีจ่าหน้าซองถึงตัวเองปิดผนึกอย่างดี ก่อนเปิดก็นึกสงสัยว่า เอ๊ะ... ฉันไปทิ้งที่อยู่ให้หนุ่มอิตาเลียนที่ไหนหรือปล่าว ส่งจดหมายตามหามาถึงประเทศไทย เปิดออกมาดูตอนแรกอ่านไม่ออก เพราะเป็นภาษาอิตาเลียน แต่พอไปขอความช่วยเหลือจากคิวปิด กูเกิ้ล ก็แทบเป็นลม เพราะมันเป็นจดหมายแจ้งค่าปรับเนื่องจากขับรถผิดกฎจราจรของอิตาลีนั่นเอง มีค่าปรับทั้งสิ้นสองรายการ สองร้อยกว่ายูโร กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ บ้านแทบแตก!!!!

แปลอยู่ตั้งนานได้ความว่า  สาเหตุที่ถูกปรับ ก็คือ ขับรถเข้าไปในเขตห้ามผ่านที่เรียกว่า ZTL ในเขตเมืองเก่าฟลอเรนซ์

วันนี้ก็เลยจะมาเตือนนักท่องเที่ยวท่านอื่นๆ ที่จะมาขับรถเที่ยวในอิตาลีนอกจากจะระมัดระวังเรื่องกฎจราจรอื่นๆ แล้ว ให้ระมัดระวังเกี่ยวกับโซนจำกัดการจราจร ZTL นี้ด้วยค่ะ  


ZTL คืออะไร
ZTL ซึ่งย่อมาจาก ภาษาอิตาเลียน “zona a traffico limitato” (ZTL) or restricted traffic zone  ในภาษาอังกฤษ คือ โซนจำกัดการผ่านเข้าออกของรถยนต์จากภายนอกที่ไม่ได้อยู่อาศัยในเขต ZTL โดยทั่วไปจะอยู่ในเขตเมืองเก่า Historic area ของแต่ละเมือง ได้แก่ เมืองฟลอเรนซ์ โรม เนเปิล เวโรน่า เป็นต้น โดยจะอนุญาตให้เข้าได้เฉพาะรถของผู้ที่อยู่อาศัยภายในโซน รถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่  หรือ รถที่ได้รับอนุญาต เช่น รถขนของ เป็นต้น รถที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าหากหลงเข้าไป ก็จะโดนค่าปรับ ดังที่นักท่องเที่ยวชาวไทยโดนมานั่นเอง

ทำไมที่อิตาลีจึงต้องมีเขต ZTL 

อิตาลีเป็นประเทศเก่าแก่ มีเมืองเก่าหลายเมืองที่มีเขตเมืองเก่า หรือ Historic center ที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องโบราณอายุหลายร้อยปี  ถนนภายในเมืองในสมัยก่อนเค้าไม่ได้สร้างไว้สำหรับสัญจรทางรถยนต์ แต่สำหรับคนเดินเท้า หรือไม่ก็รถม้า ลากเกวียน เป็นต้น ถนนภายในเขตประวัติศาสตร์มักจะคับแคบ ลานปูด้วยหินคอปเปอร์ ที่ไม่เหมาะกับการวิ่งของรถยนต์บรรทุกหนักหรือจำนวนมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ถนนโบราณแตกพังเสียหายได้ง่าย อีกทั้งยังนำมาซึ่งฝุ่นควันซึ่งจะทำลายความสวยงามของโบราณสถานต่างๆ

ตึกอาคารบ้านเรือน โบสถ์วัดสมัยโบราณมักจะสร้างติดๆ กัน  ทำให้การระบายอากาศไม่ดี หากมีรถยนต์จำนวนมากมาวิ่งจะปล่อยควันพิษก่อเกิดมลภาวะสูงภายในเขตเมือง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของชาวเมืองและตัวนักท่องเที่ยวเองด้วย

มลภาวะทางเสียงจากรถยนต์ ในบริเวณใกล้เคียงจุดท่องเที่ยวมักจะมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งชาวเมืองมาเดินชมสถานที่กันมาก การที่มีรถยนต์เข้ามาวิ่ง ส่งเสียงดังน่ารำคาญและอาจจะเป็นอันตรายเฉี่ยวชนคนเดินถนนได้

ด้วยสาเหตุเหล่านี้เองเค้าถึงได้มีการจัดโซนพิเศษ ที่เรียกว่า ZTL นี้ขึ้นมา ห้ามรถจากภายนอกเข้าไปขับขี่ในเขตจำกัดนี้

วิธีการสังเกตโซน ZTL 
หน้าตาของป้าย ZTL มีลักษณะแบบนี้ค่ะ จะติดอยู่ก่อนทางเข้าในโซน ZTL นอกจากนั้นยังมีกล้องถ่ายรูปติดอยู่ด้วย ขับรถผ่านมาถ้าเจอป้ายแบบนี้ให้เลี้ยวกลับ อย่าผ่านเข้าไปเด็ดขาด นอกจากป้ายด้านหน้าแล้ว ข้อสังเกตอืนๆ หากหลงเข้าไปในโซน ZTL ซะแล้ว จะได้รู้ตัวแล้วขับรถกลับออกมา คือ รถที่จอดในโซนเกือบทั้งหมดมีป้ายทะเบียนรถท้องถิ่น เช่น เมืองฟลอเรนซ์ก็มีอักษร FI รถทุกคนมีสติดเกอร์พิเศษติดหน้ารถ โซน ZTL ส่วนมากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หรือเขตเมืองเก่า(Historic  area) จำนวนรถผ่านเข้าออกในโซน ZTL น้อยกว่าปกติ


แล้วถ้าหากรถจากภายนอกผ่านเข้าไปในโซน ZTL โดนไม่ได้รับอนุญาต ตำรวจจะรู้และตามมาเก็บค่าปรับได้อย่างไร ทางเข้าโซน ZTL นั้นโดยปกติเค้ามีกล้องตรวจจับการเข้าออกตลอดเวลาค่ะ หากมีรถยนต์ที่ไม่ได้รับอนุญาตผ่านเข้าไป กล้องถ่ายรูปก็จะถ่ายรูปป้ายทะเบียนไว้ และตำรวจจราจรก็จะสืบหานำส่งค่าปรับไปให้เจ้าของรถตามป้ายที่จดทะเบียน หรือหากเป็นรถเช่า ก็จะส่งให้บริษัทเช่ารถเพื่อตามเก็บค่าปรับกับผู้เช่าต่อไป




นอกจากโซน ZTL แล้ว เค้ายังมีแบ่งโซนที่เรียกว่า ZCS (“zona a controllo sosta” - controlled parking zones) หมายถึง โซนควบคุมการจอดรถ  ซึ่งขอโน้ตตรงนี้หน่อย ปกติเราเข้าใจกันว่าเส้นจอดรถบนถนนสีขาวคือจอดได้ฟรี ซึ่งหากอยู่นอกโซนก็ฟรี แต่ในโซน ZCS คนซึ่งขับรถมาจากภายนอกจอดไม่ได้นะคะ ช่องที่มีเส้นจอดรถสีขาวสำหรับคนเมืองฟลอเรนซ์ที่เสียภาษีท้องถิ่น รถจากภายนอกให้จอดที่ช่องที่มีเส้นฟ้าและจ่ายเงินค่าจอดยกเว้นระหว่างเวลากลางคืน 2 ทุ่ม จนกระทั่ง 8 โมงเช้าของวันถัดไป

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าถนนไหนคือโซน ZTL ถนนไหนคือโซน  ZCS  ก่อนขับรถไปในแต่ละเมืองนักท่องเที่ยวควรจะทำการศึกษาแผนที่ของเมืองนั้นๆ ให้ดีเสียก่อนอย่าหวังพึ่งพิงแต่ GPS ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับโซนเหล่านี้ และก็มักจะพาเราขับรถหลงเข้าไปอยู่เรื่อยเลย เราควรจะศึกษาเกี่ยวกับป้ายจราจรต่างๆ ให้เข้าใจเพื่อจะได้ขับรถอย่างถูกกฎจราจร จะได้ไม่ถูกปรับให้เที่ยวไม่สนุก

เจ้าของบล็อกขอยกตัวอย่างเมืองฟลอเรนซ์มาให้ดู จากในรูปนี้ก็คือแผนที่เมืองฟลอเรนซ์ที่เห็นสีฟ้าๆ คือโซน ZTL สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ เกือบทั้งหมด ได้แก่ Duomo, Uffizi, Ponte Vecchio, Piaza Signoria, Santo Croce church และอื่นๆ ตั้งอยู่ในโซนนี้ รอบนอกขาวๆ ก็คือ ZCS ที่มีหมายเลขก็คือทางเข้า ที่จะมีกล้องถ่ายรูปติดไว้ตลอด 24 ชม. เพราะฉะนั้นหากท่านขับรถเข้ามาในเมืองฟลอเรนซ์ จงหลีกเลี่ยงขับรถผ่านเข้ามาในเขตสีฟ้านี้โดยเด็ดขาด ให้หาที่จอดรอบนอก ในที่ที่เส้นจอดเป็นสีฟ้าไม่ใช่สีขาว และเสียเงินค่าจอด ชม. ละ 1-2 ยูโร หรือไม่ก็จอดในที่จอดรถแบบปิด Garage จุดที่นิยมก็คือที่สถานีรถไฟ S. Novella ค่ะ

หากใครต้องการที่จอดรถฟรี  จะบอกว่าของฟรีนั้นมี แต่มีน้อยและลำบากกว่าที่คิด  ในเมืองฟลอเรนซ์นั้น จะอยู่ในโซนรอบนอกกว่านี้ ที่ค่อนข้างไกลมาก จุดที่ใกล้ที่สุดคือ ลาน Piazzale Michelangelo ที่อยู่บนเนินเขาแต่ก็ต้องเดินเข้ามากว่า 30 นาที  หรือนั่งรถเมล์สาย 12 หรือ 13 เข้ามา ถึงจะเป็นลานกว้างจอดฟรีก็จริง แต่บ่อยครั้งที่เค้าเอาลานไปใช้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่นคอนเสิร์ตเพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยมีที่จอดให้



หรือเวปไซค์นี้บอกข้อมูลเกี่ยวกับโซน ZTL และ ZCS ของเมืองฟลอเรนซ์ และก็ถนนคนเดิน(pedestrian area หรือ zona pedonale) ละเอียดทีเดียวค่ะ
http://news.comune.fi.it/muoversi/servizi.php?servizi=Servizi


หากหลงขับรถเข้าไปในโซน ZTL แล้วกลับเมืองไทยไปแล้ว โดนจดหมายส่งค่าปรับมาให้ต้องทำอย่างไร

หลักๆ ก็คือหากบัตรเครดิตไม่โดนหักค่าปรับไปแล้ว(ในกรณีที่มีการเซ็นต์ลงนามว่าจะรับผิดชอบกรณีมีค่าปรับในการฝ่าฝืนกฎจราจร ให้ตรวจสอบจากบริษัทเช่ารถ Some car rental agencies might have you sign a form to get permission to charge your credit card in case of fines) ก็จะได้รับจดหมายเป็นภาษาอิตาเลียนให้ไปเสียค่าปรับ พร้อมเบอร์ติดต่อ ซึ่งโดยทั่วไปจะจ่ายผ่านการโอนเงินธนาคาร หรือโดยตรงกับเวป fine collector   www.emo.nivi.it

ซึ่งหากจะไม่จ่ายแล้วทำเฉยจะเกิดอะไรขึ้น คำแนะนำของเจ้าของบล็อกคือ  ทำผิดกฏจราจรของประเทศเค้าก็ควรจะจ่ายเงินค่าปรับ   แต่หากคุณคิดจะไม่จ่ายล่ะ!!  ก่อนอื่นควรทราบว่าการทำผิดกฎจราจรที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินในประเทศอิตาลี  เช่น จอดรถผิดที่ หรือเข้าผิดถนน ถือเป็นการทำความผิดทางแพ่ง ไม่ใช่ความผิดอาญาไม่มีบทลงโทษจำคุก  กล่าวคือ ตำรวจจราจรอิตาลีก็จะไม่ดำเนินการขอความช่วยเหลือจากตำรวจไทยส่งหมายจับตามไปจับกุมคุณถึงประเทศไทย   หลังจากจดหมายฉบับแรกที่เรียกว่า Payment notice หากยังไม่จ่ายค่าปรับภายใน 60 วัน เค้าก็จะส่งใบเตือนให้จ่ายค่าปรับ Official Notification ฉบับแรกด้วยจดหมายลงทะเบียน  หากยังไม่จ่ายอีกภายใน 60 วัน Official Notification ด้วยจดหมายลงทะเบียนฉบับที่ 2 ก็จะตามมาพร้อมด้วยค่าปรับที่สูงขึ้น สูงขึ้นอีกเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่บางเวปบางคนแจ้งว่าสูงสองเท่าตัว จดหมายเตือนจะส่งมาประมาณ 2-3 รอบก็จะเงียบหายไป

ดูเหมือนว่าการที่จะไม่จ่ายค่าปรับ ทำเฉยเหมือนไม่รู้ไม่เห็นเสีย ก็จะไม่มีผลกระทบใดๆ  ไม่เหมือนการไม่จ่ายค่าปรับในประเทศไทยจะมีผลต่อการต่อทะเบียนรถปีต่อไป   แต่จริงๆ แล้ว หลายเวปไซค์ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า บริษัทเช่ารถผู้เป็นเจ้าของรถอาจจะต้องรับผิดชอบเสียค่าปรับให้ผู้เช่า แล้วถ้าตามเก็บกับผู้เช่าไม่ได้บริษัทเช่ารถก็จะใส่ชื่อผู้เช่าไว้ใน Blacklist ซึ่งจะทำให้ไปเช่ารถที่อื่นไม่ได้ ต่อไปจะไปเช่ารถเที่ยวยุโรป หรือประเทศอื่นๆ ก็จะมีแบล็คลิสต์ตามไป  โดยเฉพาะบริษัทเช่ารถที่เป็นเอเจนซีดีลกับหลายๆ บริษัทเช่ารถ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นที่ยืนยันว่าถูกต้อง

ด้วยความอยากรู้ของเจ้าของบล็อก จึงได้ทำการโทรศัพท์ ไปสอบถามบริษัทเช่ารถดังแห่งหนึ่ง(dealer) ว่าหากมีกรณีที่เช่ารถแล้วโดนค่าปรับตามมาภายหลัง แล้วผู้เช่าไม่ได้เสียค่าปรับ  บริษัทจะดำเนินการอย่างไร   บริษัทตอบกลับมา ว่าปกติก็จะมีการให้ผู้เช่าเซ็นต์ว่าจะรับผิดชอบกรณีมีค่าปรับโดนบริษัทสามารถจะหักจากบัตรเครดิตของผู้เช่าได้ แต่ถ้าเกิดว่าหักเงินจากบัตรไม่ได้(ด้วยสาเหตุใดก็ตามเช่นวงเงินไม่พอ หรือยกเลิกบัตรไป) ก็จะใส่ชื่อผู้เช่านั้นใน Blacklist หรือผู้ที่มีประวัติเช่าไม่ดี ทำให้จะมีปัญหาไม่สามารถเช่ารถได้อีก จนกว่าจะเสียค่าปรับเดิมก่อนและเสียค่าดำเนินการติดตาม(extra expense)ต่างๆ ด้วย

สรุปเจ้าของบล็อกก็เลยแนะนำเพื่อนนักท่องเที่ยวที่โดนค่าปรับอิตาลีไปว่า  ถ้าอยากกลับมาขับรถเที่ยวยุโรปคราวหน้าก็จ่ายค่าปรับครั้งนี้ซะเถอะ

ท่องเที่ยวปลอดภัยและโชคดีทุกคนค่ะ
******

Thanks information from
http://www.tripadvisor.com/Travel-g187893-c146632/Tuscany:Italy:Navigating.The.Ztl.In.Florence.html
และ
http://www.athomeintuscany.org/2011/10/15/pisa-ztl-limited-traffic-zone/
http://www.initaly.com/travel/avoid_tickets.htm

No comments:

Post a Comment

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...